โรคยอดฮิต กระดูกพรุนกับการรักษาในปัจจุบัน

Last updated: Feb 4, 2020  |  149 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความและงานวิจัย

โรคยอดฮิต กระดูกพรุนกับการรักษาในปัจจุบัน

ก่อนอื่น เราคงต้องมาเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายกันก่อน โครงร่างของร่างกายประกอบด้วยกระดูก ข้อต่อ และกระดูกอ่อน ซึงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างค้ำจุนทั้งร่างกาย กระดูกจะเกิดการสึกกร่อนอย่างต่อเนื่องในทุกการเคลื่อนไหว ลักษณะเฉพาะที่สำคัญต่อการทำหน้าที่อย่างปกติของกระดูกและมีผลอย่างมากต่อปริมาณแคลเซียมในร่างกาย คือ ความเข้มแข็งและความหนาแน่นของกระดูก กระดูกจะพัฒนาเต็มที่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและอาจต่อเนื่องไปจนถึงอายุประมาณ 30 ปี หลังจากนั้นกระดูกจะเริ่มเสื่อมลง ส่งผลให้กระดูกบางลง อ่อนแอ และเปราะ ซึ่งภาวะนี้เรียกว่า โรคกระดูกพรุน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ เพศ อายุ เชื้อชาติ พันธุกรรม และประวัติครอบครัว รวมทั้งวิถีชีวิตและอาหารที่รับประทาน โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ชายด้วยสาเหตุหลัก คือ การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนเมื่อถึงวัยประจำเดือน โดยทั่วไป จะมีการวัดค่าความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density : BMD)  เพื่อประเมินโรคกระดูกพรุน

คำแนะนำผู้ป่วย

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกกล้ามเนื้อ
  • รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม และเป็นคนกระฉับกระเฉง
  • รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เนยแข็ง โยเกิร์ต ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอนหอย เต้าหู้ บรอกโคลี และผักใบเขียว
  • รับประทานแคลเซียมเสริม แต่ไม่ควรรับประทานพร้อมอาหารที่มีกากใยหรือยาระบายประเภทเพิ่มกาก เนื่องจากทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลง
  • หยุดสูบบุหรี่ ลดการดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ รวมทั้งลดการทานเกลือและอาหารที่มีฟอสเฟตสูง
  • แนะนำผู้ป่วยให้ตรวจความหนาแน่นของกระดูกเพื่อดูปริมาณมวลกระดูก เพื่อดูปริมาณมวลกระดูกว่าผิดปกติหรือไม่
  • พยายามรับแสงแดดยามเช้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวหนังสร้างวิตามินดี ซึ่งจำเป็นสำหรับกระดูกที่แข็งแรง
  • รักษาท่านั่ง ยืน เดิน ที่ถูกต้อง เพื่อลดการแบกภาระหนักของกระดูกสันหลัง
  • สวมรองเท้าส้นเตี้ยเพื่อป้องกันการหกล้ม ตรวจความปลอดภัยในบ้าน เช่น ความเรียบร้อยของสายไฟ พรมและพื้นที่ลื่นก็อาจทำให้หกล้มได้

ทางเลือกในการรักษา
ปัจจุบันมียาที่ใช้รักษาโรคกระดูกพรุนหลายชนิด ได้แก่
1 แคลเซียมและวิตามินดี
2 ยาลดการสลายของกระดูก (Antiresorptive) ได้แก่

  • Bisphonates เป็นกลุ่มยาที่ใช้แพร่หลายมากที่สุด ออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งการทำงานของออสติ-โอคลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่สลายกระดูก ยากลุ่มนี้มีทั้งรูปแบบรับประทานและแบบฉีด ซึ่งในรูปแบบรับประทาน มักมีอาการข้างเคียงระคายกระเพาะและหลอดอาหารได้ ในขณะที่รูปแบบฉีดก็มีโอกาสการขาดเลือดของกระดูกกรามได้มากกว่า และยาในกลุ่มนี้ พบว่าในการใช้ระยะยาวนานจะพบว่ามีกระดูกหักแบบไม่ปกติได้ (Atypical fracture)
  • Denosumab เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งreceptor activator of nuclear factor-kappa B ligand (Rank inhibitors) ทำให้หยุดการทำงานของเซลล์ออสติโอคลาสต์เช่นกัน แต่ตัวยาเองไม่ไปจับกับโครงสร้างของเนื้อกระดูก
  • Calcitionin มีผลยับยั้งกับเซลล์ออสติโอ-คลาสต์โดยตรง ยาดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะสามารถใช้ได้สะดวกโดยการพ่นจมูกวันละครั้ง แต่หากใช้เป็นระยะเวลานาน พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นของมะเร็งได้
3 ยาเพิ่มการสร้างกระดูก (Anabolic agent)
  • Teriparatide เป็นพาราไทรอยด์ฮอร์โมนมีฤทธิ์เสริมการสร้างออสติโอบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างกระดูก ทั้งยังป้องกันการสลายตัวของเซลล์ดังกล่าวด้วย
  • Strontium renelate ช่วยในการเพิ่มจำนวนออสติโอบลาสต์ และลดการทำงานของออสติโอคลาสต์ ผลโดยรวมทำให้มีเนื้อมวลกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามต้องระวังในผู้ป่วยที่มีปัญหาภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน
  • ฮอร์โมนพบว่ากลุ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้ แต่การใช้เป็นเวลานานก็เกิดปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับมะเร็งของมดลูกและเต้านมได้รวมทั้งปัญหาของหัวใจและหลอดเลือด ในการแก้ปัญหานี้ จะมียากลุ่ม SERMs (Selective estrogenreceptor modulators) เช่น Raloxifene Tamoxifen ช่วยให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น โดยไม่มีปัญหาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ได้มีการศึกษาวิจัยในเรื่อง เซซามิน จากงาดำ เป็นสารอาหารที่มีผลลดอาการอักเสบของข้อและกระดูก เพื่อช่วยไม่ให้อาการของโรคข้อกระดูกอักเสบรุนแรงเพิ่มขึ้น เซซามินยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งดี ต่อกระดูก เพราะมีความเป็นธรรมชาติสูง ไม่ตกค้างในร่างกาย นอกจากนี้ sesamin และ sesaminol  ยังไปยับยั้งสารที่ไปเร่งให้เกิด Cytokine ที่มีผลต่อการเกิดการอักเสบ

คุณสมบัติอื่นๆ ของงาดำที่พบ คือคุณสมบัติเป็นสาร Anti Oxidant สาร sesamin และ sesamolin จะมีส่วนช่วยลดไขมัน และการหลุดร่วงของเส้นผม

Credit ข้อมูล : ที่มา
1. MIMS Pharmacy, Edition 2011
2. วารสารกรมการแพทย์ฉบับประจำ เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2558
3. ประโยชน์ของนำ้มันงาสกัดเย็น ภก.ดร. ทวีศักดิ์ สีทองสุรภณา

4http://www.kaengrang.com

Powered by MakeWebEasy.com